ครีมกันแดด อันดับ 1 ที่แพทย์ผิวหนังในประเทศไทยแนะนำ ปกป้องผิวจากการำร้ายลึกของรังสีอินฟราเรด

การเลือกยากันแดดยุค 4.0

 

   แสงแดดมีคุณอนันต์ แต่ถ้าได้รับมากเกินไปอาจเกิดโทษกับร่างกายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผิวพรรณของเรา แสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังพื้นโลกนั้นประกอบด้วยรังสีหลายชนิดที่มีความยาวคลื่นต่างกัน เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต (ultraviolet) หรือ ยูวี (UV), visible light (ความยาวคลื่น 400-760 นาโนเมตร) และ รังสีอินฟราเรด (infrared, ความยาวคลื่นมากกว่า 760 นาโนเมตร ) รังสียูวีเองยังแบ่งย่อยเป็นชนิดยูวีเอ (ความยาวคลื่น 320-400 นาโนเมตร), ยูวีบี (ความยาวคลื่น 290-320 นาโนเมตร) และยูวีซี ซึ่งรังสียูวีที่หลุดรอดมายังผิวโลกได้คือ ชนิดยูวีเอและยูวีบี ส่วนยูวีซีจะโดนชั้นโอโซนในบรรยากาศกรองไว้ เป็นที่ทราบกันมานานว่า ยูวีบีเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดรอยแดงไปจนถึงผิวไหม้เมื่อโดนแดดจัดๆ ( UVB=UV “burn”) และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังในระยะยาว ยูวีเอนั้น ทำให้ผิวคล้ำหมองหลังโดนแดด และเมื่อได้รับรังสีเป็นเวลานานจะทำให้เกิดริ้วรอย (UVA= UV “aging”) นอกจากนี้ความรู้ในระยะหลังยังพบว่ารังสีอินฟราเรดจากดวงอาทิตย์ส่งผลเสียให้ผิวโดยผนวกไปกับผลเสียจากรังสียูวี เพิ่มการสร้างอนุมูลอิสระในผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบ เกิดการทำลายคอลลาเจนในผิวและก่อให้เกิดริ้วรอย สีผิวไม่สม่ำเสมอในที่สุด ในยุคปัจจุบันนอกจากเราต้องผจญกับแสงแดดแล้ว มลภาวะยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมือง มลภาวะในอากาศประกอบด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ล่องลอยปะปน, กาซ และ สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายที่เรียกว่า Volatile organic compounds (VOCs) มลภาวะเหล่านี้นอกจากจะส่งผลเสียกับระบบทางเดินหายใจแล้ว ผลการวิจัยยังพบว่ามีผลกระทบกับผิวหนัง ทำให้เกิดภาวะผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร (extrinsic aging)

 

   ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียที่เกิดขึ้นจากแสงแดด ป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากมะเร็งผิวหนังและผิว “แก่” ก่อนวัย เราจึงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่โดนแดดจัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลา 10.00 – 14.00 น. พยายามสวมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด เลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสม และการใช้ยากันแดดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอันมาก ข้อเตือนใจอย่างหนึ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ ยากันแดด ทำได้เพียงกรองแดดออกไปได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นแม้จะใช้ยากันแดดแล้วก็ตาม แนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาแดดแรง และใช้อุปกรณ์กันแดดอื่นๆ เช่น แว่นกันแดด ร่วมไปด้วยเสมอ การเลือกยากันแดดมีหลักง่ายๆได้แก่ หากชีวิตประจำวันไม่โดนแดดมากนัก เช่นทำงานในออฟฟิศ อาจเลือกยากันแดดที่มีค่า sun protection factor (SPF) ที่บ่งถึงประสิทธิภาพในการป้องกันยูวีบี อาจจะน้อยกว่า 15 ได้และค่า PA ที่บ่งถึงประสิทธิภาพในการป้องกันยูวีเอ + - +++ หากต้องมีกิจกรรมกลางแจ้งค่า SPF ควรมากกว่า 15 และ PA อยู่ระหว่าง ++ - +++ แต่หากมีโรคที่ไวต่อแสงควรเลือก SPF มากกว่า 30 และ PA +++ ยากันแดดในปัจจุบัน นอกจากจะมีสารกันแดดที่สามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีแล้ว ยังมีการพัฒนาส่วนประกอบให้สามารถป้องกันรังสีอินฟราเรด และยังมีการเติมสารกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ เพื่อลดอันตรายจากมลภาวะรอบตัวเราอีกด้วย

   ประเด็นที่สำคัญนอกเหนือจากการเลือกค่า SPF และ PA ที่เหมาะสม แต่มักถูกละเลยเสมอๆ คือปริมาณยากันแดดและเวลาที่ทา หากต้องการให้ได้ประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีตามที่ระบุไว้ ปริมาณยาที่ต้องทาคือเท่ากับ 1 ช้อนชาหรือ 2 ข้อนิ้วมือ สำหรับทั่วบริเวณใบหน้าและลำคอ และทาก่อนโดนแสงแดดจริงประมาณ 15 นาที และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง ถ้าเป็นกิจกรรมทางน้ำ เช่น ว่ายน้ำ หรือ ไตรกีฬา ให้เลือกยากันแดดชนิดที่กันน้ำได้ และการทาเพื่อป้องกันริ้วรอย ต้องใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

   ผิวระคายเคืองง่ายหรือ sensitive skin เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยเช่นกัน โดยผู้ที่เป็นจะมีอาการแสบ แดง ไม่สบายผิว โดยที่เมื่อมองที่ผิวหนังอาจจะไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่ผิวเลยก็ได้ ภาวะนี้อาจเกิดจากปราการผิว (skin barrier function) ผิดไป หรือเส้นประสาทและสารสื่อประสาทในผิวหนังไวเกิน แสงแดดและมลภาวะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการ การเลือกเครื่องสำอางรวมถึงยากันแดดสำหรับผู้ที่มีผิว sensitive นี้มีความท้าทายเป็นอย่างมากเนื่องจากส่วนประกอบที่ไม่หมาะสมก่อให้เกิดการระคายเคือง, สารกันเสีย หรือน้ำหอมที่ผสมอยู่ อาจทำให้อาการยิ่งแย่ลงได้ ในช่วงที่มีอาการแสบแดงแห้งลอกมากๆ แนะนำให้เลี่ยงการใช้ skin care รวมทั้งยากันแดดที่มีส่วนผสมดังกล่าว พร้อมทั้งตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการทั้งหมด เมื่ออาการดีขึ้นแล้วให้ทดลองใช้ครั้งละไม่มากนัก ทีละชนิด และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง